P0WER  GREEN CAMP 9



facebook twitter


 
poster




โครงการค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมรุ่นที่ 11
(The Power Green Camp 2015)
วันที่ 8 ตุลาคม - 15 ตุลาคม 2559

มนุษย์รู้จักนำทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้ประโยชน์มายาวนานในรูปขององค์ความรู้ของชุมชนในแต่ละสภาพสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมินิเวศ และมีการถ่ายทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจตามกระแสหลักทำให้ความสนใจในการอนุรักษ์วัฒนธรรมดั้งเดิมเริ่มลดน้อยถอยลง การพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นเพียงมูลค่าทางการตลาดทำให้เกิดการเร่งพัฒนาบนฐานการผลิตขนาดใหญ่ที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับฐานความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละพื้นที่ ยิ่งกว่านั้นยังส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และสิ่งแวดล้อมจนเกิดเป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพที่มีความอุดมสมบูรณ์ให้ลดน้อยถอยลงจนไม่สามารถรักษาสมดุลของระบบนิเวศไว้ได้ ทำให้ต้องสูญเสียงบประมาณจำนวนมหาศาลในการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพขึ้นมาใหม่ แต่ผลที่ได้กลับไม่สามารถทำให้ระบบนิเวศที่สูญเสียไปสามารถกลับมาอำนวยประโยชน์ได้ดีดังเดิม ซ้ำยังก่อให้เกิดปัญหาใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจมีความยั่งยืนจำเป็นต้องหันกลับมาเร่งรัดการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพให้มีความสมบูรณ์เพื่อให้สามารถอำนวยประโยชน์ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก นอกจากนี้มีการนำความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืช สัตว์ และจุลินทรีย์มาใช้ประโยชน์อย่างยาวนาน แต่กลับไม่ได้รับความสนใจและพัฒนาต่อยอดในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน แต่กลับนำพืช สัตว์ และจุลินทรีย์เศรษฐกิจเข้ามาเพาะปลูก เลี้ยง หรือใช้ประโยชน์จนส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพดั้งเดิมของประเทศ ทั้งระดับพันธุกรรม ชนิดพันธุ์ และระบบนิเวศในที่สุด เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน

คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ที่ได้ร่วมกันดำเนินการจัดโครงการค่ายผู้นำเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หรือ The Power Green Camp มาอย่างต่อเนื่องโดยในปีนี้เป็นรุ่นที่ 11 ได้เห็นความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพจึงได้ดำเนินการจัดค่ายผู้นำเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ในหัวข้อความหลากหลายทางชีวภาพเป็นปีที่ 2 เนื่องจากได้เห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจุบันโลกกำลังสูญเสียพืช และสัตว์ไปอย่างน้อย 27,000 ชนิดต่อปี ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศต่างๆ กำลังลดลง แม้ว่าการสูญพันธุ์เป็นวัฏจักรของธรรมชาติ แต่การสูญพันธุ์ด้วยอัตราเร่งอย่างเป็นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นปรากฏการณ์นอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งได้แสดงเห็นว่า โลกกำลังเผชิญหน้ากับความหายนะที่กำลังคืบคลานสู่ทุกชีวิตบนพื้นพิภพนี้ สำหรับมวลมนุษย์ชาติการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพมีความหมายมากกว่าการดำรงรักษาชนิดพันธุ์หนึ่งชนิดใดไว้ หรือมากกว่าการดำรงรักษาระบบนิเวศประเภทหนึ่งประเภทใดไว้ จากผลการวิจัยที่ชี้ว่าสิ่งมีชีวิตและทรัพยากรทางธรรมชาติที่เสียหายไป ระหว่างปี ค.ศ. 1979-2010 คิดเป็นสัดส่วนเกือบจะเท่ากับความสูญเสียทางเศรษฐกิจ เพราะเท่ากับการสูญเสียต้นทุนในการผลิต อาหาร สินค้า บริการ ยารักษาโรค และพลังงาน จำนวนมหาศาล มนุษย์ต้องการดำรงรักษาแหล่งอาหาร แหล่งยารักษาโรค แหล่งวัสดุใช้สอย เป็นต้น เพื่อความอยู่รอดของตนเองและอนาคตของชนรุ่นหลัง จึงนับได้ว่าเยาวชนควรต้องมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงความสำคัญและการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและสัตว์ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างร่วมมือทางความหลากหลายทางชีวภาพ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และการดำเนินชีวิตของทุกคนในอนาคต โครงการค่ายผู้นำเยาวชนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม หรือ The Power Green Camp รุ่นที่ 11 นี้จึงเล็งเห็นความสำคัญในการศึกษาความหลากหลายของชีวภาพ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อให้ทุกสิ่งมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างดี เป็นการรักษาทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน รวมทั้งการจัดโครงการนี้ยังมุ่งเน้นให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้ ฝึกทักษะ มีจิตสาธารณะ คิดเป็น ทำเป็น มีเหตุมีผล และรู้จักการคิดวิเคราะห์ผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ ปลูกฝังเยาวชนให้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านการเรียนรู้เนื้อหา การฝึกทักษะจากการปฏิบัติจริง และการศึกษานอกสถานที่ ตลอดจนส่งเสริมและเปิดโอกาสให้เยาวชนได้รับการเสริมสร้างทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

การฝึกปฏิบัติการได้คัดเลือกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่ศึกษา เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าร่วมให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2530 มีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยงานประสานงานระดับชาติของอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองมรดกโลก โดยมีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการดูแลแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยที่ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติแห่งที่ 2 ของประเทศไทยที่ได้รับความเห็นชอบให้ขึ้นบัญชีเป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2548 ผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ เกิดจากการรวมกันของพื้นที่อนุรักษ์ 5 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติปางสีดา อุทยานแห่งชาติตาพระยา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ มีพื้นที่รวม 3,845,082.53 ไร่ หรือ 6,152.13 ตารางกิโลเมตร โดยผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มีพื้นที่คาบเกี่ยวกับจังหวัดนครนายก นครราชสีมา ปราจีนบุรี บุรีรัมย์ สระบุรี และสระแก้ว ในอดีตผืนป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ มีสภาพป่าที่รกทึบ มีสัตว์ป่าขนาดใหญ่อยู่อย่างชุกชุม แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการพัฒนา ผืนป่าถูกแผ้วถางเปลี่ยนเป็นพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับการตัดถนนมิตรภาพผ่าใจกลางป่า ได้ทำให้ผืนป่ายิ่งถูกทำลายมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามในวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2505 ป่าเขาใหญ่ก็ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของประเทศไทย โดยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ประกาศจัดตั้งผืนป่าเขาใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง ในบริเวณดงพญาเย็นของเทือกเขาพนมดงรัก ให้เป็นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ นับเป็นจุดรากฐานการอนุรักษ์ธรรมชาติในประเทศไทยที่ก่อตัวเป็นรูปร่างอย่างชัดเจน และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันสภาพป่าในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่แบ่งออกได้เป็น ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า และป่ารุ่นหรือป่าเหล่า ก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และความชุ่มชื้นสูง กลายเป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำที่สำคัญหลายสาย เช่น แม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำปราจีนบุรี ลำพระเพลิง และลำตะคอง นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ยังเป็นป่าอนุรักษ์ที่ยังคงมีสัตว์ป่าอาศัยอย่างชุกชุม สัตว์ป่าที่พบได้บ่อย ได้แก่ เก้ง กวาง ตามทุ่งหญ้า นอกจากนี้ยังพบกระทิง เลียงผา หมี เม่น ชะนี พญากระรอก หมาไม้ ชะมด อีเห็น กระต่ายป่า นกชนิดต่างๆ จำนวนไม่น้อยกว่า 340 ชนิด ที่สำรวจพบอาศัยอยู่บริเวณป่าเขาใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งหาอาหารและที่อาศัยอย่างถาวร นกที่น่าสนใจและพบเห็นได้บ่อย ได้แก่ นกเงือก นกขุนทอง นกขุนแผน นกพญาไฟ นกแต้วแล้ว นกโพระดก นกแซงแซว นกเขา นกกระปูด ไก่ฟ้า และนกกินแมลงชนิดต่างๆ นกเงือกทั้ง 4 ชนิด ซึ่งได้แก่ นกกก นกเงือกกรามช้าง นกแก๊ก และนกเงือกสีน้ำตาล พวกแมลงที่มีมากกว่า 5,000 ชนิด ที่สวยงามและพบเห็นบ่อยได้แก่ ผีเสื้อ มีรายงานพบกว่า 216 ชนิด และยังมีรายงานการพบช้างป่า ไม่น้อยกว่า 250-300 ตัว และจระเข้น้ำจืด ซึ่งมีรายงานการพบอย่างน้อย 2 ตัว ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดกลางป่าลึกของอุทยานแห่งชาติปางสีดา เป็นต้น


Important Dates

  • เปิดรับสมัคร :
    1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2559
  • ประกาศผลวันที่ :
    จันทร์ที่ 16 กันยายน 2559
  • เข้าค่าย Powergreen Camp :
    8 ตุลาคม - 15 ตุลาคม 2559

ติดต่อสอบถามรายละเอียด โทรศัพท์ 0 2441 5000 ต่อ 2110 หรือ 2112
โทรสาร 0 2441 9510

เรียงความ หรือคลิปวีดีโอ

หัวข้อ "ความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ"



powergreencamp